ติดตามวีดีโอ บันทึกการแสดงสดที่ยูทูป(คลิ๊กรูป)พิมพ์ สุขสันต์ วันสว่าง
A+ A A-

เคล็ดลับน่ารู้

ทุเรียนเทศ หรือ ทุเรียนน้ำ

 พืช อีกชนิดที่มีฤทธิ์ ต้านมะเร็ง "ทุเรียนน้ำ" *** ทุเรียนน้ำ " แรงกว่า 10,000 เท่า ฆ่าเซลล์มะเร็งได้มากกว่าการคีโม Chemo เสียอีก" อีกหนึ่งสิ่งดีๆ นำมาฝากกันค่ะ ผลไม้รสเปรี้ยวหรือผลไม้จากต้นไม้ Graviola(ทุเรียนน้ำ) หรือ (ทุเรียนเทศ)เป็นต้นไม้มหัศจรรย์จากธรรมชาติ ที่เป็นฆาตกรเซลล์โรคมะเร็งได้10,000 เท่าดีกว่าคีโม Chemo ทำไมพวกเราจึงไม่รู้ถึงเรื่องนี้ ? เพราะบริษัทยาขนาดใหญ่ต้องการที่จะทำเงิน หลังจากการต้องทุ่มเทเวลาอยู่นานหลายปีกับการวิจัยที่พยายามที่สังเคราะห์ผลผลิตออกมาเป็นยาเพื่อนำมาขายโดยเฉพาะ ดังนั้น ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าคุณสามารถช่วยเหลือเพื่อนที่เจ็บป่วย โดยการบอกให้พวกเขารู้ว่าหรือเพียงแค่ดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเป็นประจำเพื่อเป็นการป้องกัน รสชาติก็ไม่เลวมากนักหลังจากเคยชิน เพราะเป็นผลไม้ตามธรรมชาติโดยสมบูรณ์ และแน่นอนไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย หากคุณมีพื้นที่ดินเหลือว่างอยู่ในบ้านให้ลองปลูกสักหนึ่งต้น ส่วนอื่น ๆ ของต้นไม้นี้ก็มีประโยชน์เช่นกัน ในครั้งต่อไปถ้าต้องการดื่มน้ำผลไม้ให้ดื่มน้ำผลไม้นี้ ความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับต้นไม้นี้ เป็นเพราะผลในการต่อต้านเซลล์มะเร็งเป็นอย่างมาก มันจะมีประสิทธิภาพที่นับจำนวนครั้งได้ ตามเงื่อนไขทางการแพทย์ มันมีผลต่อต้านเซลล์เนื้องอก แต่ที่น่าสนใจมากที่สุด ต้นไม้นี้ได้พิสูจน์แล้วว่ารักษาโรคมะเร็งได้ทุกประเภท นอกเหนือจากการรักษาโรคมะเร็ง Graviola มีสเปกตรัม(ขอบเขตการรักษา)กว้างมากเหมือนยาปฏิชีวนะสำหรับรักษาการติดเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา มีผลดีกับการกำจัดพยาธิภายในและหนอน ช่วยลดความดันโลหิตสูงและถูกนำมาใช้สำหรับรักษาความผิดปกติจากอาการเครียด ซึมเศร้า และโรคประสาท การวิจัยแสดงให้เห็นว่า สารสกัดที่ได้จากจากต้นไม้มหัศจรรย์นี้ในขณะนี้และที่อาจเป็นไปได้คือ * โจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาเป็นผลผลิตตามธรรมชาติทั้งหมด ไม่ก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง สูญเสียน้ำหนักและเส้นผมหลุดร่วง * ป้องกันระบบภูมิคุ้มกันและหลีกเลี่ยงการติดเชื้อร้ายแรง * รู้สึกถึงความแข็งแรงและมีสุขภาพดีมากขึ้น ตลอดช่วงเวลาของการรักษา * เพิ่มพลังงานชีวิตและปรับปรุงสภาพร่างกายภายนอกของคุณ แหล่งที่มาของข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่น่าประหลาดใจ เพราะข้อมูลมาจากหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตยาในสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุด จากผลการทดสอบผลไม้นี้ในห้องทดสอบปฏิบัติการมากกว่า 20 แห่ง ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1970(2513) ผลการทดสอบเหล่านั้นเผยผลลัพท์ที่ทำให้นักทดลองต่างต้องตกตะลึงและมึนงงไปตาม ๆ กันเลย สารสกัดจากต้นไม้แสดงให้เห็นว่า * มีประสิทธิภาพตามที่ต้องการฆ่าเซลล์โรคมะเร็งได้ถึง 12 ชนิด ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก มะเร็งปอดและมะเร็งตับอ่อน เป็นต้น * สารประกอบต้นไม้พิสูจน์ให้เห็นว่ามีฤทธิ์แรงมากกว่า 10,000 เท่าในการลดอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าขึ้นเหนือกว่ายาเคมีบำบัด Adriamycin ยารักษาโรคมะเร็งที่ใช้กันอยู่ทั่วไป * มีอะไรเพิ่มเติมที่แตกต่างจากยาเคมีบำบัด สารสกัดที่คัดเลือกแล้วจาก Graviola มีแต่เพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้นที่ถูกฆ่าโดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ทั่วไปของร่างกาย คุณสมบัติในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง ที่น่าประหลาดใจนี้จาก Graviola ทีผ่านการทำการวิจัยอย่างกว้างขวาง แต่ทำไมพวกเราถึงไม่เคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ถ้า Graviola มีประโยชน์จริงตามนี้ ? เพราะหนึ่งในบริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่ที่มียอดขายต่อปีมากกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐได้เริ่มต้นค้นหายาสำหรับการรักษาโรคมะเร็ง โดยการวิจัยที่มีเป้าหมายรวมศูนย์อยู่ที่ Graviola มีตำนานบอกเล่ามานานแล้วว่าใช้ในการรักษาโรคมาจากชาวบ้านป่าดงดิบอเมซอน ส่วนต่าง ๆ ของ Graviola รวมทั้งเปลือก ใบ ราก ผลไม้ และเมล็ด มีการใช้งานมานานหลายศตวรรษแล้วโดยหมอยา และคนพื้นเมืองอินเดียนในละตินอเมริกา ใช้ในการรักษาโรคหัวใจ โรคหืด โรคไข้ข้ออักเสบ โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ แต่สิ่งที่พบเห็นและที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือ มีเอกสารและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งงานวิจัยเกี่ยวกับ Graviola น้อยมาก เพราะบริษัทยาได้ทุ่มเทเงินและทรัพยากรลงไปในการทดสอบคุณสมบัติการป้องกันรักษามะเร็งจาก Graviola เป็นจำนวนมหาศาล แล้วพบกับเรื่องที่น่าตื่นตะลึงและน่าตกใจว่า ผลการทดสอบคือ Graviola ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าจะเป็นระเบิดไดนาโมในการฆ่าโรคมะเร็ง บริษัทยาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนักอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับ Graviola เพราะมันเป็นผลผลิตจากธรรมชาติอย่างแท้จริง และภายใต้กฎหมายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่มีทางที่จะทำกำไรอย่างมหาศาลได้จาก Graviola เรื่องที่มีการเปิดเผยออกมาก็คือ ผลการศึกษาพบว่า Graviola "ใบและลำต้นพบที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีและทำลายเซลล์มะเร็ง" แต่กลายเป็นเรื่องปกปิดภายในรายงานที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่เฉพาะภายในหน่วยงานและไม่เคยปล่อยให้ถึงมือประชาชน (ให้ประชาชนรับทราบเรื่องนี้เลย) ที่ค้นพบคือ การเลือกฆ่าเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มากกว่า10,000 เท่าของความแรงมากกว่ายาเคมีบำบัดที่ใช้กันทั่วไปที่ชื่อว่า Adriamycin ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดจากรายงานของมหาวิทยาลัยคาทอลิกของเกาหลีใต้ได้รายงานว่า Graviola แสดงให้เห็นถึงการกำหนดเป้าหมายกำจัดเฉพาะเซลล์มะเร็งแยกออกจากเซลล์ทั่วไปของร่างกาย เซลล์ปกติจะไม่ถูกแตะต้องซึ่งแตกต่างจากยาเคมีบำบัดทั่วไปที่ไม่แยกแยะเป้าหมายเซลล์แต่อย่างใด แต่มีผลอย่างแรงต่อเซลล์อื่นๆ ด้วยเช่นกันทั้งหมด (เช่น กระเพาะอาหาร และเซลล์เส้นผลผม) ทำให้เกิดการทำลายล้างอย่างมากมักจะมีผลข้างเคียงจาก อาการคลื่นไส้และผมร่วงในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัย Purdue เมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าใบจาก Graviola ฆ่าเซลล์มะเร็งภายในร่างกายมนุษย์ได้ถึงหกประเภท และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีประสิทธิภาพกับต่อมลูกหมาก ตับอ่อน และมะเร็งปอด เจ็ดปีแห่งความเงียบของเรื่องนี้ ในที่สุดมันก็จะจบลงที่นี่





  มอ. ค้นพบครั้งแรกในโลก ใบชะมวง มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง คณะเภสัชฯ มอ.ค้นพบสารชนิดใหม่ใน "ใบชะมวง" ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง นับเป็นการค้นพบครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งชื่อว่า "ชะมวงโอน" ระบุใช้เป็นสารต้นแบบที่นำไปพัฒนาโครงสร้างสู่ยาต้านมะเร็งในอนาคต รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ พาณิชยปการนันท์ ผอ.สถานวิจัยยาสมุนไพรและเทคโนโลยีชีวภาพทางเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (มอ.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับนายอภิรักษ์ สกุลปักษ์ นักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัยคุณสมบัติมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและต้านแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหารจาก "ใบชะมวง" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากใช้เวลาศึกษาค้นคว้านานกว่า 2 ปี ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Food Chemistry ซึ่งเป็นวารสารที่ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการอย่างกว้างขวาง สำหรับการวิจัยดังกล่าวได้เก็บรวบรวมผักพื้นบ้านจำนวน 22 ชนิด มาทำการสกัดและทดสอบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Helicobacier pylori ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารหรือไม่ โดยพบว่าชะมวงเป็นพืชที่ออกฤทธิ์ดีที่สุด จึงนำมาแยกสารที่ต้องการจนสามารถได้สารซึ่งมีฤทธิ์ในระดับดีมาก เป็นสารที่มีค่าความเข้มข้นต่ำที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ หรือ MIC ประมาณ 7.8 ไมโครกรัมต่อมิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเป็นสารตัวใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบมาก่อน โดยตั้งชื่อว่า "ชะมวงโอน" (Chamuangone) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการค้นพบในประเทศไทย ทั้งนี้ ยังได้ศึกษาต่อถึงความเป็นไปได้ในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อโปรโตซัวร์ ซึ่งเป็นโรคระบาดที่พบบ่อยในภาคใต้ โดยสารชะมวงโอนสามารถยับยั้งโปรโตซัวร์ได้ดี จึงนำชะมวงโอนไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งปอด และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว จนพบว่าสารชะมวงโอนมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้ดี "ความสำเร็จจากงานวิจัยที่ได้โครงสร้างใหม่ของสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจากชะมวงโอนครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ดัดแปลงพัฒนาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ดีขึ้น และลดอาการข้างเคียงต่อเซลล์ปกติ แม้ว่าขั้นตอนการนำสารดังกล่าวไปใช้รักษาโรคมะเร็งยังต้องมีกระบวนการวิจัยเพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอน เพื่อการรักษาที่ได้ผลมากขึ้น หรือลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา" รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ กล่าว



วิจัยชัดสมุนไพร “ปอบิด” รักษาเบาหวาน แต่ทำลายตับ กรมแพทย์แผนไทยฯ ชี้คนฮิตกิน “ปอบิด” รักษาเบาหวาน กินติดต่อกันนานๆ ทำลายตับ ชี้หากกินสมุนไพรไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 7 วัน แนะกินเป็นอาหารแทน เช่น ผักแกล้ม น้ำคั้น แต่ต้องสับเปลี่ยนสมุนไพรบ่อยๆ นางเสาวณีย์ กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีการนิยมนำสมุนไพร “ปอบิด” มาใช้รักษาโรคเบาหวาน แต่พบผู้ป่วยบางรายมีอาการไตวาย ว่า ตามตำราการแพทย์แผนไทย สมุนไพร “ปอบิด” สารสำคัญจะอยู่ที่ราก และเปลือก เมื่อทบทวนตำรายาในต่างประเทศ มีหลายประเทศนำมาใช้ เช่น อินเดีย ใช้รากผสมขมิ้นรักษาแผล อินโดนีเซีย ใช้รักษากระเพาะอาหาร พยาธิตัวตืด ประเทศแถบมลายู บำรุงสุขภาพเด็กแรกเกิด เป็นต้น ส่วนงานวิจัยพบว่า ปอบิด มีผลในการรักษาเบาหวาน สามารถลดน้ำตาลในหนูทดลองได้ แต่มีผลข้างเคียงคือสามารถทำลายตับหนูได้ และเกิดการกระตุ้นหัวใจในกบ นางเสาวณีย์ กล่าวอีกว่า สมุนไพรดังกล่าวยังไม่มีงานวิจัยด้านพิษวิทยา แต่มีงานวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ โดย รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า แม้ปอบิดจะมีผลลดน้ำตาลในเลือดได้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถทดแทนยารักษาเบาหวานได้จริง และผู้ที่จะใช้ตรวจภาวะการทำงานของตับไตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน และห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติ หรือแม้แต่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคตับ หรือโรคไต “ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีตับอ่อน ไต หัวใจ ไม่แข็งแรง และเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนได้ หากดูแลสุขภาพไม่ดี ซึ่งหลักการใช้สมุนไพรเป็นยานั้นไม่ควรกินเกิน 7 วัน เพราะปริมาณสารเคมีจากสมุนไพรควบคุมได้ยาก หากจะใช้สมุนไพรในการรักษาโรคไม่ควรกินต่อเนื่อง หรือเลือกกินอาหารเป็นยาแทน เพราะปริมาณความเข้มข้นของสมุนไพรที่ได้จะมีความเข้มข้นต่างกัน เช่น กินผักแกล้ม หรือน้ำคั้น เช่น ใบกะเพรา ใบบัวบก ก็มีฤทธิ์ลดน้ำตาลได้เช่นกัน แต่ต้องใช้หลักการเดียวกันคือ สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้” นางเสาวณีย์ กล่าว

งานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เทศบาลบ้านหมี่ ลพบุรี

เทศบาลบ้านหมี่ ลพบุรี

วัดกะสังข์ อ.อุทัย อยุธยา รำเต้ย+ไปจนได้

เทศบาลบ้านหมี่ ลพบุรี