ติดตามวีดีโอ บันทึกการแสดงสดที่ยูทูป(คลิ๊กรูป)พิมพ์ สุขสันต์ วันสว่าง
A+ A A-

เคล็ดลับน่ารู้

ทุเรียนเทศ หรือ ทุเรียนน้ำ

 พืช อีกชนิดที่มีฤทธิ์ ต้านมะเร็ง "ทุเรียนน้ำ" *** ทุเรียนน้ำ " แรงกว่า 10,000 เท่า ฆ่าเซลล์มะเร็งได้มากกว่าการคีโม Chemo เสียอีก" อีกหนึ่งสิ่งดีๆ นำมาฝากกันค่ะ ผลไม้รสเปรี้ยวหรือผลไม้จากต้นไม้ Graviola(ทุเรียนน้ำ) หรือ (ทุเรียนเทศ)เป็นต้นไม้มหัศจรรย์จากธรรมชาติ ที่เป็นฆาตกรเซลล์โรคมะเร็งได้10,000 เท่าดีกว่าคีโม Chemo ทำไมพวกเราจึงไม่รู้ถึงเรื่องนี้ ? เพราะบริษัทยาขนาดใหญ่ต้องการที่จะทำเงิน หลังจากการต้องทุ่มเทเวลาอยู่นานหลายปีกับการวิจัยที่พยายามที่สังเคราะห์ผลผลิตออกมาเป็นยาเพื่อนำมาขายโดยเฉพาะ ดังนั้น ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าคุณสามารถช่วยเหลือเพื่อนที่เจ็บป่วย โดยการบอกให้พวกเขารู้ว่าหรือเพียงแค่ดื่มน้ำผลไม้รสเปรี้ยวเป็นประจำเพื่อเป็นการป้องกัน รสชาติก็ไม่เลวมากนักหลังจากเคยชิน เพราะเป็นผลไม้ตามธรรมชาติโดยสมบูรณ์ และแน่นอนไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย หากคุณมีพื้นที่ดินเหลือว่างอยู่ในบ้านให้ลองปลูกสักหนึ่งต้น ส่วนอื่น ๆ ของต้นไม้นี้ก็มีประโยชน์เช่นกัน ในครั้งต่อไปถ้าต้องการดื่มน้ำผลไม้ให้ดื่มน้ำผลไม้นี้ ความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับต้นไม้นี้ เป็นเพราะผลในการต่อต้านเซลล์มะเร็งเป็นอย่างมาก มันจะมีประสิทธิภาพที่นับจำนวนครั้งได้ ตามเงื่อนไขทางการแพทย์ มันมีผลต่อต้านเซลล์เนื้องอก แต่ที่น่าสนใจมากที่สุด ต้นไม้นี้ได้พิสูจน์แล้วว่ารักษาโรคมะเร็งได้ทุกประเภท นอกเหนือจากการรักษาโรคมะเร็ง Graviola มีสเปกตรัม(ขอบเขตการรักษา)กว้างมากเหมือนยาปฏิชีวนะสำหรับรักษาการติดเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา มีผลดีกับการกำจัดพยาธิภายในและหนอน ช่วยลดความดันโลหิตสูงและถูกนำมาใช้สำหรับรักษาความผิดปกติจากอาการเครียด ซึมเศร้า และโรคประสาท การวิจัยแสดงให้เห็นว่า สารสกัดที่ได้จากจากต้นไม้มหัศจรรย์นี้ในขณะนี้และที่อาจเป็นไปได้คือ * โจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาเป็นผลผลิตตามธรรมชาติทั้งหมด ไม่ก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง สูญเสียน้ำหนักและเส้นผมหลุดร่วง * ป้องกันระบบภูมิคุ้มกันและหลีกเลี่ยงการติดเชื้อร้ายแรง * รู้สึกถึงความแข็งแรงและมีสุขภาพดีมากขึ้น ตลอดช่วงเวลาของการรักษา * เพิ่มพลังงานชีวิตและปรับปรุงสภาพร่างกายภายนอกของคุณ แหล่งที่มาของข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่น่าประหลาดใจ เพราะข้อมูลมาจากหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตยาในสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุด จากผลการทดสอบผลไม้นี้ในห้องทดสอบปฏิบัติการมากกว่า 20 แห่ง ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1970(2513) ผลการทดสอบเหล่านั้นเผยผลลัพท์ที่ทำให้นักทดลองต่างต้องตกตะลึงและมึนงงไปตาม ๆ กันเลย สารสกัดจากต้นไม้แสดงให้เห็นว่า * มีประสิทธิภาพตามที่ต้องการฆ่าเซลล์โรคมะเร็งได้ถึง 12 ชนิด ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ เต้านม ต่อมลูกหมาก มะเร็งปอดและมะเร็งตับอ่อน เป็นต้น * สารประกอบต้นไม้พิสูจน์ให้เห็นว่ามีฤทธิ์แรงมากกว่า 10,000 เท่าในการลดอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าขึ้นเหนือกว่ายาเคมีบำบัด Adriamycin ยารักษาโรคมะเร็งที่ใช้กันอยู่ทั่วไป * มีอะไรเพิ่มเติมที่แตกต่างจากยาเคมีบำบัด สารสกัดที่คัดเลือกแล้วจาก Graviola มีแต่เพียงเซลล์มะเร็งเท่านั้นที่ถูกฆ่าโดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ทั่วไปของร่างกาย คุณสมบัติในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง ที่น่าประหลาดใจนี้จาก Graviola ทีผ่านการทำการวิจัยอย่างกว้างขวาง แต่ทำไมพวกเราถึงไม่เคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ถ้า Graviola มีประโยชน์จริงตามนี้ ? เพราะหนึ่งในบริษัทผลิตยายักษ์ใหญ่ที่มียอดขายต่อปีมากกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐได้เริ่มต้นค้นหายาสำหรับการรักษาโรคมะเร็ง โดยการวิจัยที่มีเป้าหมายรวมศูนย์อยู่ที่ Graviola มีตำนานบอกเล่ามานานแล้วว่าใช้ในการรักษาโรคมาจากชาวบ้านป่าดงดิบอเมซอน ส่วนต่าง ๆ ของ Graviola รวมทั้งเปลือก ใบ ราก ผลไม้ และเมล็ด มีการใช้งานมานานหลายศตวรรษแล้วโดยหมอยา และคนพื้นเมืองอินเดียนในละตินอเมริกา ใช้ในการรักษาโรคหัวใจ โรคหืด โรคไข้ข้ออักเสบ โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ แต่สิ่งที่พบเห็นและที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือ มีเอกสารและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งงานวิจัยเกี่ยวกับ Graviola น้อยมาก เพราะบริษัทยาได้ทุ่มเทเงินและทรัพยากรลงไปในการทดสอบคุณสมบัติการป้องกันรักษามะเร็งจาก Graviola เป็นจำนวนมหาศาล แล้วพบกับเรื่องที่น่าตื่นตะลึงและน่าตกใจว่า ผลการทดสอบคือ Graviola ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าจะเป็นระเบิดไดนาโมในการฆ่าโรคมะเร็ง บริษัทยาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาหนักอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับ Graviola เพราะมันเป็นผลผลิตจากธรรมชาติอย่างแท้จริง และภายใต้กฎหมายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่มีทางที่จะทำกำไรอย่างมหาศาลได้จาก Graviola เรื่องที่มีการเปิดเผยออกมาก็คือ ผลการศึกษาพบว่า Graviola "ใบและลำต้นพบที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีและทำลายเซลล์มะเร็ง" แต่กลายเป็นเรื่องปกปิดภายในรายงานที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่เฉพาะภายในหน่วยงานและไม่เคยปล่อยให้ถึงมือประชาชน (ให้ประชาชนรับทราบเรื่องนี้เลย) ที่ค้นพบคือ การเลือกฆ่าเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มากกว่า10,000 เท่าของความแรงมากกว่ายาเคมีบำบัดที่ใช้กันทั่วไปที่ชื่อว่า Adriamycin ส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดจากรายงานของมหาวิทยาลัยคาทอลิกของเกาหลีใต้ได้รายงานว่า Graviola แสดงให้เห็นถึงการกำหนดเป้าหมายกำจัดเฉพาะเซลล์มะเร็งแยกออกจากเซลล์ทั่วไปของร่างกาย เซลล์ปกติจะไม่ถูกแตะต้องซึ่งแตกต่างจากยาเคมีบำบัดทั่วไปที่ไม่แยกแยะเป้าหมายเซลล์แต่อย่างใด แต่มีผลอย่างแรงต่อเซลล์อื่นๆ ด้วยเช่นกันทั้งหมด (เช่น กระเพาะอาหาร และเซลล์เส้นผลผม) ทำให้เกิดการทำลายล้างอย่างมากมักจะมีผลข้างเคียงจาก อาการคลื่นไส้และผมร่วงในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัย Purdue เมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าใบจาก Graviola ฆ่าเซลล์มะเร็งภายในร่างกายมนุษย์ได้ถึงหกประเภท และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีประสิทธิภาพกับต่อมลูกหมาก ตับอ่อน และมะเร็งปอด เจ็ดปีแห่งความเงียบของเรื่องนี้ ในที่สุดมันก็จะจบลงที่นี่





  มอ. ค้นพบครั้งแรกในโลก ใบชะมวง มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง คณะเภสัชฯ มอ.ค้นพบสารชนิดใหม่ใน "ใบชะมวง" ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง นับเป็นการค้นพบครั้งแรกของโลก พร้อมตั้งชื่อว่า "ชะมวงโอน" ระบุใช้เป็นสารต้นแบบที่นำไปพัฒนาโครงสร้างสู่ยาต้านมะเร็งในอนาคต รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ พาณิชยปการนันท์ ผอ.สถานวิจัยยาสมุนไพรและเทคโนโลยีชีวภาพทางเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (มอ.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับนายอภิรักษ์ สกุลปักษ์ นักศึกษาทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัยคุณสมบัติมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและต้านแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหารจาก "ใบชะมวง" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก หลังจากใช้เวลาศึกษาค้นคว้านานกว่า 2 ปี ซึ่งผลงานดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Food Chemistry ซึ่งเป็นวารสารที่ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการอย่างกว้างขวาง สำหรับการวิจัยดังกล่าวได้เก็บรวบรวมผักพื้นบ้านจำนวน 22 ชนิด มาทำการสกัดและทดสอบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Helicobacier pylori ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารหรือไม่ โดยพบว่าชะมวงเป็นพืชที่ออกฤทธิ์ดีที่สุด จึงนำมาแยกสารที่ต้องการจนสามารถได้สารซึ่งมีฤทธิ์ในระดับดีมาก เป็นสารที่มีค่าความเข้มข้นต่ำที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ หรือ MIC ประมาณ 7.8 ไมโครกรัมต่อมิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเป็นสารตัวใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบมาก่อน โดยตั้งชื่อว่า "ชะมวงโอน" (Chamuangone) เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการค้นพบในประเทศไทย ทั้งนี้ ยังได้ศึกษาต่อถึงความเป็นไปได้ในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อโปรโตซัวร์ ซึ่งเป็นโรคระบาดที่พบบ่อยในภาคใต้ โดยสารชะมวงโอนสามารถยับยั้งโปรโตซัวร์ได้ดี จึงนำชะมวงโอนไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งปอด และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว จนพบว่าสารชะมวงโอนมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้ดี "ความสำเร็จจากงานวิจัยที่ได้โครงสร้างใหม่ของสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจากชะมวงโอนครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ดัดแปลงพัฒนาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์ดีขึ้น และลดอาการข้างเคียงต่อเซลล์ปกติ แม้ว่าขั้นตอนการนำสารดังกล่าวไปใช้รักษาโรคมะเร็งยังต้องมีกระบวนการวิจัยเพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอน เพื่อการรักษาที่ได้ผลมากขึ้น หรือลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยา" รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ กล่าว




วิจัยชัดสมุนไพร “ปอบิด” รักษาเบาหวาน แต่ทำลายตับ กรมแพทย์แผนไทยฯ ชี้คนฮิตกิน “ปอบิด” รักษาเบาหวาน กินติดต่อกันนานๆ ทำลายตับ ชี้หากกินสมุนไพรไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 7 วัน แนะกินเป็นอาหารแทน เช่น ผักแกล้ม น้ำคั้น แต่ต้องสับเปลี่ยนสมุนไพรบ่อยๆ นางเสาวณีย์ กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีการนิยมนำสมุนไพร “ปอบิด” มาใช้รักษาโรคเบาหวาน แต่พบผู้ป่วยบางรายมีอาการไตวาย ว่า ตามตำราการแพทย์แผนไทย สมุนไพร “ปอบิด” สารสำคัญจะอยู่ที่ราก และเปลือก เมื่อทบทวนตำรายาในต่างประเทศ มีหลายประเทศนำมาใช้ เช่น อินเดีย ใช้รากผสมขมิ้นรักษาแผล อินโดนีเซีย ใช้รักษากระเพาะอาหาร พยาธิตัวตืด ประเทศแถบมลายู บำรุงสุขภาพเด็กแรกเกิด เป็นต้น ส่วนงานวิจัยพบว่า ปอบิด มีผลในการรักษาเบาหวาน สามารถลดน้ำตาลในหนูทดลองได้ แต่มีผลข้างเคียงคือสามารถทำลายตับหนูได้ และเกิดการกระตุ้นหัวใจในกบ นางเสาวณีย์ กล่าวอีกว่า สมุนไพรดังกล่าวยังไม่มีงานวิจัยด้านพิษวิทยา แต่มีงานวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ โดย รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า แม้ปอบิดจะมีผลลดน้ำตาลในเลือดได้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถทดแทนยารักษาเบาหวานได้จริง และผู้ที่จะใช้ตรวจภาวะการทำงานของตับไตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน และห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติ หรือแม้แต่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคตับ หรือโรคไต “ผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีตับอ่อน ไต หัวใจ ไม่แข็งแรง และเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนได้ หากดูแลสุขภาพไม่ดี ซึ่งหลักการใช้สมุนไพรเป็นยานั้นไม่ควรกินเกิน 7 วัน เพราะปริมาณสารเคมีจากสมุนไพรควบคุมได้ยาก หากจะใช้สมุนไพรในการรักษาโรคไม่ควรกินต่อเนื่อง หรือเลือกกินอาหารเป็นยาแทน เพราะปริมาณความเข้มข้นของสมุนไพรที่ได้จะมีความเข้มข้นต่างกัน เช่น กินผักแกล้ม หรือน้ำคั้น เช่น ใบกะเพรา ใบบัวบก ก็มีฤทธิ์ลดน้ำตาลได้เช่นกัน แต่ต้องใช้หลักการเดียวกันคือ สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้” นางเสาวณีย์ กล่าว


นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาพบว่า ไลโคปีนในน้ำมะเขือเทศอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพียงดื่มน้ำมะเขือเทศสดวันละแก้วจะได้รับแคลเซียมเท่ากับผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉพาะหญิงสูงวัย ควรดื่มน้ำมะเขือเทศคั้นสด 2 แก้วต่อวันในระยะเวลา 4 เดือนขึ้นไปจะช่วยลดอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุนได้


น้ำมะเขือเทศบำรุงกระดูก

นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาพบว่า ไลโคปีนในน้ำมะเขือเทศอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพียงดื่มน้ำมะเขือเทศสดวั...นละแก้วจะได้รับแคลเซียมเท่ากับผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉพาะหญิงสูงวัย ควรดื่มน้ำมะเขือเทศคั้นสด 2 แก้วต่อวันในระยะเวลา 4 เดือนขึ้นไปจะช่วยลดอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุนได้



ปลา อาหารป้องกันโรคหัวใจ เมื่อเทียบกับเนื้อวัว หมู และไก่แล้ว ปลาจะมีปริมาณโปรตีนที่สูงกว่า และมนุษย์สามารถดูดซึมได้ถึง 96% เนื้อปลามีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม และฟอสฟอรัสมากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น โอเมก้า มีวิตามิน A, B1 , B12 และ D อีกด้วย ลดการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

แค ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แค นอกจากนิยมนำมาประกอบอาหาร โดยยอด ใบอ่อน ดอกแคและฝักอ่อน นิยมลวกน้ำร้อนกินร่วมกับน้ำพริกกะปิแล้ว ยอดและใบอ่อนแค มีสรรพคุณ ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ส่วนดอกแคมีประโยชน์ทางยาคือ แก้ไข้หัวลม โดยมักให้กินเป็นแกงส้มดอกแค

5 สุดยอดอาหารล้างพิษ 1.เห็ด ช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง 2. ขมิ้นชัน ช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ 3. เก๋ากี้ เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ 4. กะหล่ำปลี ช่วยล้างพิษจากควันไอเสียและยา 5. มะขามป้อม ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนักต่อตับ




เรื่องดีๆ มีมาฝากกันทุกวัน . จะมาให้ข้อมูลเรื่องอาหารที่เรากินกัน เพราะพ่อเพื่อนเพิ่งไปประชุมเรื่องงานวิจัยโรคมะเร็งในคนไทย ตอนนี้ไทยเป็นเบอร์หนึ่งของเอเซียแล้ว อัตรา 1คนจาก8คน สาเหตุเกิดจาก... 1. กินเนื้อสัตว์ปิ้งย่าง 2.กินอาหารกะทิค้างคืนที่มีเนื้อสัตว์ประกอบ เช่นแกงเขียวหวาน แกงเผ็ด เนื้อสัตว์จะทำปฎิกิริยาก่อสารมะเร็ง กินไม่หมดจงทิ้ง อย่าเก็บไว้กินมาอุ่น อันตรายมาก ถ้าซื้อมากินก้อต้องกินให้หมดในวัน 3 กล้วยแขก เลิกกินเลย แป้งในกล้วยที่ทอดทำปฎิกิริยาเกิดสารก่อมะเร็ง รองลงมาคือปาท่องโก๋และขนมครก อันนั้นคือเลี่ยง แต่กล้วยแขกเลิกไปเลย 4. ผัดผักค้างคืนกินไม่หมดจงทิ้ง อย่าเก็บมาอุ่นกิน โดยเฉพาะ จับฉ่าย อันตรายมากๆ อย่ากิน ข้อ5. เป็ดพะโล้ ห่านพะโล้ หมูสามชั้น กินได้ถ้าไม่ค้างคืน หมายถึงร้านทำเสร็จในวันนั้น แล้วเรากินในวันนั้น ถ้าค้างคืนคือต้องทิ้ง เหตุผลของเนื้อสัตว์ เพราะ เนื้อสัตว์ใช้เวลาย่อย2วันในกระเพาะ แต่มีความสดเพียงแค่1วัน เมื่อเริ่มเสียคือข้ามคืนไปอยู่ในกะเพาะก็จะเกิดเชื้อจากการเน่าเสียตกค้างในกะเพาะ ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ เหตุผลของผัก เพราะอาหารผักค้างคืน ในระหว่างคืนจะเกิดเขื้อแบคทีเรีย ไวรัสก่อตัวในอาการ เมื่อกินเข้าไปในวันรุ่งขึ้นก็จะไปอยู่ในกะเพาะ ใช้เวลาย่อย4ชั่วโมง เชื้อก็จะไปตกค้างในกระเพาะเกิดมะเร็ง ส่วนปลา เนื้อปลาก็มีความสดเพียง1วันเมื่อทำเป็นอาหาร ระหว่างคืนก้อจะเกิดสารแบคทีเรีย ไวรัสในอาหาร พอมาอุ่นกินเชื้อก้อจะตกค้างในกะเพาะจ้ะ ถ้ากินอาหารถุงก้อต้องกินร้านที่ทำใหม่ทุกวัน พวกขายไม่ดีขายไม่หมดมาอุ่นขายใหม่ ก็อย่าได้ไปซื้อ เพราะก้อเหมือนเรากินของข้ามคืนทุกอย่าง สรุปง่ายๆ คือ สด ใหม่ ย่อยง่าย อย่ากินอาหารค้างคืน จงอย่าเสียดาย ทำหรือซื้อแต่พอกินในวันเท่านั้น เป็นมะเร็งแล้ว เสียเงิน เสียสุขภาพจิตมากกว่า
โรงพยาบาลธรรมชาติ ๑. ไขมันในเลือดสูง แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพัง ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ 10 กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว ๒. ปวดหัว ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีด และกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ ๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย ให้หมั่นแปรงลิ้นและกิน กระเทียม หอม พริกให้มากเข้าไว้ ๔. ภูมิแพ้ แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี) ๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน ๖. โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง กินต้มยำไก่, กินหัวหอมใหญ่ หอมแดงต้นหอม และเอาหอมซุก ไว้ใต้หมอน ๗. ไขข้ออักเสบ หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด เช่นปลาทู, ปลาสวาย, ปลาแซลม่อน, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง ๘. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน ( เปรี้ยวจัดมาก) ๙. ท้องอืด แก๊สมาก ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ ๑๐. ท้องผูก ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะ และให้กินน้ำมะขามต้มติด เนื้อมาก เช้า เย็น ๑๑. โรคกระเพาะอาหาร หากล้วยหักมุกปิ้งกิน, กินกล้วยหรือ กินผักกระหล่ำปลีให้มาก ๑๒. เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง, น้ำขิง, ชาขิงหรือเต้าฮวย ๑๓. วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน ให้กินปลาทูน่าให้มาก และ กินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสง วันละ ๑ กำมือก็ได้ ๑๔. หงุดหงิดง่าย ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า ๑๕. กระดูกพรุน ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมมาก) มะม่วงจิ้มกะปิ และ สับปะรด ซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก( แมงกานีส) ๑๖. ความจำไม่ดี ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครง และหอยนางรม ซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้ ๑๗. มะเร็งเต้านม ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด ๑๘. มะเร็งปอดทางเดินหายใจ ให้กินเสาวรส ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะขามป้อม มะละกอ มะม่วง ให้มาก เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดใน ปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ๑๙. ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย ๒๐. เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ กินปลาทะเล น้ำมันมะกอก เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน ผลอโวคาโดเพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับ ตะกรันน้ำมัน เก่าออกถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย ๒๑. ความดันสูง ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสี มากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น ๒๒. เบาหวานถามหา ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาล และ กินผักเขียวจัด อย่างคะน้า บร็อคโคลี ผักโขมให้มาก ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอ และฝรั่งเพราะ มีน้ำตาลอยู่น้อยมาก โรงพยาบาลธรรมชาติ หัวจรดเท้ารักษาเองได้ก่อนไปหาหมอ "ขอให้ทุกๆคนมีีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงๆน่ะครับ"
แกนสับปะรด ใบโหระพา แก้หินปูนเกาะ

คนที่มีหินปูนเกาะตามข้อกระดูกจะทำให้ รู้สึกปวดเวลาเดิน มีอาการบ่อยๆ เป็นๆ หายๆ วิธีแก้ด้วยหลักโภชนาบำบัด ให้เอาแกนสับปะรด จำนวน 2 ขีด กับ ใบโหระพาสด 2 ขีด ใส่น้ำที่ต้มสุกปล่อยให้เย็น 3 แก้ว ปั่นจนละเอียดแล...้วกรองเอาเฉพาะน้ำ กินครั้งละ 1 แก้ว เช้า เย็น ก่อนอาหาร ทำกินประจำจนกว่าจะรู้สึกว่าเบาตัว ไม่ปวดตามข้อเวลาเดินอีก สามารถหยุดกินได้ เป็นเมื่อไหร่ทำกินใหม่

ระหว่างที่กิน แกนสับปะรดใบโหระพา ให้ดียิ่งขึ้น ให้เอาขิงแก่ หั่นแผ่นบางๆ กะจำนวนตามต้องการ หรือตามวัตถุประสงค์ที่จะใช้ ผสมกับเกลือสมุทร หมายถึงเกลือเกล็ดเม็ดใหญ่ๆ บรรจุกระสอบวางขายริมถนนข้างนาเกลือ จ.สมุทรสงคราม จำนวนตามสมควร เทน้ำร้อนปนน้ำเย็นให้น้ำอุ่นๆลงไปในภาชนะ แล้วเอาส่วนที่ปวดเนื่องมาจากหินปูนเกาะลงไปแช่ 5-10 นาที หรือจะทำในอ่างอาบน้ำแช่ทั้งตัวก็ได้ จะช่วยทำให้เส้นตึงหายเร็วขึ้นด้วย

สับปะรด เนื้อผลแก้ไอขับเสมหะ เหง้าขับปัสสาวะแก้นิ่ว ลำต้นมีเอนไซม์ย่อยโปรตีน ใช้เป็นยาลดอาการอักเสบและบวมจากการถูกกระแทก บาดแผล หรือการผ่าตัด มีการผลิตเป็นยาเม็ดชื่อ ANANASE FORTE TABLET

โหระพา ใบสดแก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม มีน้ำมันหอมระเหย เมล็ดแช่น้ำพองตัวเหมือนแมงลัก เป็นยาระบาย เนื่องจากไปเพิ่มจำนวนกากอาหาร (BULK LAXATIVE)

สรรพคุณ สัปปะรดกับใบโหระพา

สัปปะรด มีรสเปรี้ยวหวาน จะช่วยขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ขับเสมหะ แก้ไอ

ใบโหระพา ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้ปวดประจำเดือน เป็นยาอายุวัฒนะ

วิธีทำ

1. เตรียมเนื้อสัปปะรด 1 หัว ใบโหระพา 1 ขีด และน้ำ 1/2 ลิตร

2. นำสัปปะรดมาหั่นเป็นชิ้นๆ ขนาดพอคำรวมทั้งแกนสัปปะรดด้วย

3. นำสัปปะรดและใบโหระพามาปั่นผสมน้ำ จนได้ที่แล้วกรองกากออก ดื่มได้เลยคะ

สรรพคุณของเครื่องดื่มนี้คือ

1. ทำให้เม็ดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้ดีขึ้น

2. เพิ่มเม็ดเลือดแดง หากต้องการให้เพิ่มเม็ดเลือดขาว ต้องใส่แกนสัปปะรดด้วย

3. ช่วยลดความดันโลหิตสูง

4. ลดลมในตัว

5. ช่วยแก้ไม่ให้เลือดข้นหรือหนืดเกินไป

6. ช่วยบำรุงหัวใจ

7. ลดอนุมูลอิสระ

8. นำมาตำใช้พอกแก้ไขข้ออักเสบ

3 โรค ที่กระเทียมสามารถป้องกันได้

กระเทียมมีสารที่ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)

1. โรคหัวใจ กระเทียมอาจป้องกันโรคหัวใจได้ โดยอาจลดการเกิดเส้นเลือดแข็ง (artherosclerosis) และสามารถลดระดับความดันลงได้เล็กน้อย (ระหว่าง 7% ถึง 8%)
...
2. โรคหวัด การศึกษาเปรียบเทียบการใช้กระเทียม ในระยะที่มีโรคหวัดระบาด (common cold) ผลปรากฏว่า คนที่รับประทานกระเทียมจะเป็นโรคหวัดได้น้อยกว่าคนที่ไม่รับประทานกระเทียมเลย นอกจากนั้น ในระหว่างเป็นหวัด กระทียมสามารถทำให้อาการของหวัดหายเร็วด้วย

3. โรคมะเร็ง กระเทียมอาจเสริมให้ระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้น สามารถช่วยร่างกายให้ต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ โดยผลจากห้องทดลองดูเหมือนว่า กระเทียมมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง

ผลจากการศึกษา (จำนวน 7 ชิ้น) พบว่า คนที่กินกระเทียมสด หรือกระเทียมปรุงแล้ว สามารถลดการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ถึง 30%

ได้อ่านแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์เลยนำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้ทราบด้วยลองอ่านกันดูนะ ได้ประโยชน์จริงๆ

มหาวิทยาลัยไถต้า ประเทศไต้หวัน นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเพาะอาหารและลำไส้ได้บอกด้วยความปราถนาดีว่าให้กินผลไม้ ในช่วงที่เวลาท้องยังว่างนั่นก็คือก่อนอาหารนั่นเองและหลังอาหารให้ดื่มเครื่องดื่มที่ร้อน เท่านี้ คนที่เป็นมะเร็งก็จะไม่ตายแล้วไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ซึ่งวิธีการรักษาได้ถูกค้...นพบแล้ว

ศาสตราจารย์ นายแพทย์หวังเจิ่นอิ ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยไถต้าพูดต่อว่าการนำวิธีดังกล่าวมาใช้นั้น สัมฤทธิ์ผลถึง 80% ซึ่งคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมีโอกาสจะหาย ไม่ว่าท่านจะเชื่อ หรือไม่ก็ตาม ผมเชื่อว่าวิธีการรักษาได้ถูกค้นพบแล้ว

สำหรับผู้ที่บำบัดและรักษาด้วยวิธีที่ใช้อยู่โดยทั่วไปซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยต้องเสียชีวิตไปและข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หลังบำบัดมีคนไข้ไม่กี่คนที่สามารถอยู่รอดได้เกิน 5 ปี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่รอดได้ 2-3 ปีเท่านั้น จึงถูกมองว่าการรักษาที่ใช้โดยทั่วไปแล้วดูแล้วไม่น่าจะได้ผล ปกติ ผู้ป่วยไม่รับการรักษาใดใดทั้งสิ้น ผู้ป่วยก็สามารถอยู่รอดได้ถึง 2-3 ปีอยู่แล้ว การรักษาที่ใช้โดยทั่วไปนั้น คนไข้จะถูกบำบัดด้วยเคมีหรือระบบฉายแสง ซึ่งทำให้เซลที่ดีของคนไข้ พลอยได้รับพิษเข้าไปด้วย มีผลทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแอลง เซลจะไม่มีแรงต่อต้านอีด้วย จึงทำให้เชื้อแพร่กระจายเร็วขี้น และมีผลต่อการร่วมและการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก

รับประทานผลไม้สด

เมื่อพูดรับประทานผลไม้สดก็จะนึกถึง ผลไม้หั่นเป็นชิ้นๆ เคี้ยวแล้วรีบกลืนลงท้อง ความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น ถ้าต้องการกินที่ได้ผล ต้องพิถีพิถันในเวลารับประทานผลไม้ดังกล่าว อะไรคือการกินแบบถูกวิธี ? อย่ากินผลไม้หลังอาหาร ควรกินช่วงเวลาที่ท้องว่างเปล่าเท่านั้น เช่นนี้แล้ว ผลไม้ถึงจะได้บรรลุผลในการฆ่าเชื้อ และสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย รวมถึงลดความอ้วนได้อีกด้วยและมีผลต่อการร่วมและการก่อกำเนิดปฎิกิริยาในด้านอื่นๆอีก ผลไม้จึงจัดได้อาหารที่มีส่วนสำคัญต่อการดำรงชีวิต

ลองนึกภาพดู เรากินขนมปัง 2 แผ่น หลังจากนั้น กินผลไม้ 1 ชิ้น ตามหลักแล้ว ผลไม้จะผ่านผนังกระเพาะอาหารก่อนเข้าสู่ลำไส้ แต่กลับถูกกีดกันจากอาหารอื่นที่รับประทานก่อนหน้าที่จะรับประทานผลไม้ เมื่อผลไม้ที่กินเข้าไปได้ถูกผสมกับอาหารและน้ำย่อยที่เป็นกรดในกระเพาะอาหารสรรพคุณผลไม้ก็ถูกเปลี่ยนไปด้วย

การรับประทานผลไม้ก่อนอาหาร

หลังอาหารแล้วรับประทานผลไม้ คุณคงเคยได้ยินคนบ่นว่า ทุกครั้งที่กินแตงโมก็จะสะอึก ถ้ากินทุเรียน ท้องจะจุก หากกินกล้วยหอม จะระบายอ่อนๆ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่มาจากผลไม้และอาหารที่ที่เริ่มย่อยสลายผสมผสานจนเกิดแก๊สขี้น แต่ทว่า ถ้ารับประทานผลไม้ก่อนรับประทานอาหารก็จะไม่เกิดเหตุดังกล่าว ผมขาว ผมร่วงศรีษะล้าน เคร่งเตรียด นอนหลับน้อยจนขอบตาดำ เมื่อทานผลไม้ในขณะท้องว่าง ลักษณะดังกล่าวเบื้องต้น ก็จะจางหายไป

ดร. เฮ่อโป๋ ได้บอกผลวิจัยไว้ว่า เมื่อผลไม้เข้าสู่ร่างกายจะมีผลเป็นด่าง ดั่งเช่น ผลส้ม หรือมะนาวที่มีรสเปรี้ยวก็ตาม แต่ก็ล้วนเป็นอาหารที่มีความเป็นด่างนั่นเอง ประเด็นสำคัญ คือการรับประทานผลไม้ในเวลาที่ว่างเปล่า เพื่อให้ผลไม้ได้ช่วยเสริมความสวยงาม และอายุจะได้ยืนยาวนาน สุขภาพที่แข็งแรง มีพลามัยที่ดี มีความสุขและหุ่นดีอีกด้วย เมื่อคุณคิดจะดื่มน้ำผลไม้ ก็อย่าดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง อย่านำผลไม้หรือน้ำผลไม้ไปอุ่นให้ร้อน เพราะจะเหลือเพียงรสชาติ คุณประโยชน์ที่ดีของผลไม้จะถูกทำลายสิ้น การรับประทานผลไม้ทั้งลูกย่อมดีกว่าดื่มน้ำผลไม้ แต่ถ้าต้องดื่มน้ำผลไม้ ต้องดื่มเป็นคำคำไปเพื่อให้น้ำลายได้คลุกเคล้ากันให้ทั่ว ก่อนดื่มลงไป คุณสามารถรับประทานผลไม้ 3 วัน ติดต่อกัน เพื่อชะล้างร่างกายให้สะอาด ผิวพรรณจะนวลผ่อง ผู้พบเห็นจะตื่นตาตื่นใจ

กีวี่

ผลเล็กแต่มากด้วยสรรพคุณ ประกอบด้วยสาร โปรตัสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม วิตามินE และไฟเบอร์ มีวิตามินC เป็น 2 เท่าของผลส้ม

แอปเปิล

มีวิตามีC ต่ำ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้วิตามินCตื่นตัว ช่วยลดการเกิดมะเร็งในลำใส้โรคหัวใจและโรคลมชักจึงมีคำพังเพยที่ว่า “รับประทานแอบเปิลวันละผล แพทย์จะจน เพราะทุกคน สุขภาพดี”

สตรอเบอรี่

เสมือนหนึ่งเป็นผู้คุ้มกันปกป้องร่างกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี จึงได้รับฉายาว่า ราชาแห่งผลไม้ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องมิให้เกิดมะเร็ง การแข็งตัวของเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดและสารอนุมูลอิสระ

ส้ม

รับประทานวันละ 2-4 ผล สามารถต่อต้านไข้หวัด ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันหรือสลายนิ่วในไตลดการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำใส้

แตงโม

ประกอบด้วยน้ำถึง 95% :ซึ่งแก้กระหายได้ดี มีกลูตาไธโอนเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีตัวสำคัญของไลโคปีน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน Cและโปแทสเซี่ยม

ฝรั่งและมะละกอ

มีวิตามิน C มากที่สุด ฝรั่งมีไฟเบอร์มากซึ่งแก้ท้องผูกได้ดี มะละกอ จะมีคาระตินส่งผลดีต่อดวงตา

เชื่อหรือไม่ ดื่มน้ำเย็นหลังอาหารก็จะเกิดมะเร็งได้ง่าย ดังนั้นหลังอาหารแล้วควรดื่มน้ำร้อน เพราะน้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่กินเข้าไปแข็งตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อการย่อย ไขที่แข็งตัว ทำปฎิกิริยากับกรดในกระเพาะ ทำให้ไขเป็นเกล็ดเล็ก ซึ่งง่ายต่อการดูดซึมในลำใส้ และจะฝังในผนังของลำใส้ ก่อตัวเป็นไขมัน ก่อให้เกิดมะเร็งนั่นเอง

สุภาพสตรีต้องรู้ว่า การเป็นโรคหัวใจกำเริบมิได้เริ่มต้นมาจากอาการปวด ของไตด้านซ้ายมือ แต่กลับต้องระวังเมื่อเพดานปากล่าง มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง และการปวดหน้าอกอยู่เนืองๆ อาการที่ตามมาก็คือพะอืดพะอม เหงื่อออกมาก และ60%ของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ มักกำเริบในช่วงเวลาที่หลับสนิท จนไม่ตื่นอีกเลย การเกิดอาการปวดเพดานล่าง
ของช่องปากจนตื่นขึ้น ต้องเอาใจใส่ และต้องยกระดับการเฝ้าระวังให้มากขึ้น หากเรามีความรู้ยิ่งมากเท่าไหร่ อัตราการมีชีวิตอยู่รอดก็มากขึ้นตาม
สนับสนุนโพสโดยเพจ

@ อ า ห า ร ที่ กิ น คู่ กั น . . . อั น ต ร า ย ! ! ! @

1. กินทุเรียนกับน้ำอัดลม - ให้พิษร้ายมากกว่าพิษงูเห่า!

2. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก
...
3. น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน

4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

5. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

6. กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

7. บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

8. กล้วย+มะละกอ+แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

9. มังคุดกับน้ำตาล - กินรวมกันจะทำให้เสียชีวิต

10. ผักป๋วยเล้ง - ห้ามรับประทาน กับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

11. น้ำผึ้ง - ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน

12. ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

13. ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

14. ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง

15. น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน

16.น้ำเต้าหู้กับนมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ

17. ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

18. มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

19. เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

20. เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

21. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

* * *มีนักท่องเที่ยวชาวจีนวัยเพียง28ปีรายหนึ่ง ตอนมาเที่ยวเมืองไทยได้รับประทานทุเรียนไปจำนวนมากหลังจากนั้นก็ดื่มน้ำอัดลม สารคาเฟอินในน้ำอัดลมก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจวายอย่างเฉียบพลัน

+ + ประเทศไทยได้ออกกฎอย่างชัดเจนไว้ว่า ภายใน 8 ชั่วโมงหลังจากการรับประทานทุเรียนเป็นจำนวนมาก ห้ามดื่มน้ำอัดลมเป็นอันขาด ! !

* * ทุเรียนก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะสูงเลยทีเดียว * *

ผักผลไม้ที่บำรุงเลือดกันดีกว่าค่ะ

กลุ่มที่ 1 ธาตุเหล็กสูง
จำเป็นต่อการสร้างเฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง เป็นตัวนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ได้แก่ ผักโขม ผักกูด ถั่วฝักยาว เห็ดฟาง พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกะเพรา ยอดมะกอก และยอดกระถิน
...
กลุ่มที่ 2 โฟเลตสูง
สำคัญต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกุยช่าย ตำลึง กะหล่ำดอก ถั่วเมล็ดแห้ง และส้ม

กลุ่มที่ 3 วิตามินซี
ช่วยให้ร่างกายดูดซึมโฟเลตและธาตุเหล็กจากพืชผักผลไม้ได้ดี ได้แก่ บรอกโคลี มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม และสตรอเบอร์รี่

นอกจากนี้ควรเสริมด้วย โยเกิร์ตไร้ไขมันรสธรรมชาติ และรับประทานปลาหรืออาหารทะเลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้ได้วิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง
โดย ทางแพทย์สายพุทธ


5 สมุนไพรไทยลดความดันโลหิตสู
ง"
คนไทยที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 22 โรคความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และโรคความดันโลหิตสูงยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจอีกด้วย สมุนไพรไทยที่มีผลช่วยลดอาการความดันโลหิตสูง ที่น่าสนใจมีดังนี้

1.กระเจี๊ยบแดง
จากการทดลองในสัตว์และมนุษย์ พบว่า กระเจี๊ยบแดงสามารถลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ...ขับยูริก รวมทั้งลดการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะภายหลังการผ่าตัดในไตได้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการดื่มชากระเจี๊ยบวันละ 2-3 ครั้ง สามารถลดความดันโลหิตตัวล่างลงได้ตั้งแต่ร้อยละ 7.2 ถึง 13 เลยทีเดียว ดังนั้น ชากระเจี๊ยบจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

2.ขึ้นฉ่าย
“ขึ้นฉ่าย” ชาวเอเชีย นิยมใช้ขึ้นฉ่ายเป็นยาลดความดันโลหิตมากว่า ๒ พันปีแล้ว ชาวจีน ชาวเวียดนามแนะนำให้กินขึ้นฉ่ายวันละ 4 ต้น เพื่อรักษาความดันให้เป็นปกติ แพทย์อายุรเวทในอินเดียจะสั่งจ่ายเมล็ดขึ้นฉ่ายเพื่อขับปัสสาวะสำหรับผู้ป่วยที่บวมน้ำ ปัจจุบันมีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า ขึ้นฉ่ายมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ขับปัสสาวะ ลดบวม คุมกำเนิด ลดจำนวนอสุจิ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ยับยั้งการเกิดมะเร็ง ยับยั้งเนื้องอก ต้านการอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ขับระดู เป็นต้น

3.บัวบก
“บัวบก” เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากบัวบกทำให้การไหลเวียนของเลือดทั้งในหลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอยมีการไหลเวียนดีขึ้น มีคุณสมบัติขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี จึงสามารถลดความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ต่อระบบประสาท ทำให้การเรียนรู้ดีขึ้น มีฤทธิ์คลายความเครียด ซึ่งฤทธิ์คลายความเครียดนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงด้วย

4.คาวตอง หรือพลูคาว
“คาวตอง หรือพลูคาว” หมอยาทั่วไป ทั้งอีสาน ภาคเหนือ หรือไทยใหญ่มีความเชื่อว่าการกินคาวตองสดๆ กับน้ำพริก ลู่ ลาบ หรือใช้รากต้มกับปลาไหล รากตำเป็นน้ำพริกกินจะเป็นยารักษาโรคได้ เช่น ช่วยรักษาความดันโลหิตสูง ริดสีดวงทวาร แผลในกระเพาะอาหาร พลูคาว นับเป็นผักสมุนไพรที่มีการศึกษาวิจัยและจดสิทธิบัตรมากตัวหนึ่ง ซึ่งจากการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ต่างพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพลูคาวเช่นเดียวกับการใช้ประโยชน์ของหมอยาพื้นบ้าน

5.มะรุม
“มะรุม” นับเป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด โดยจากประสบการณ์การใช้ของชาวบ้านทั้งในไทยและต่างประเทศ และการศึกษาทางเภสัชวิทยา พบว่า ส่วนของใบและรากของมะรุม มีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตได้ รวมทั้งพบสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิต เช่น niazinin A, niazinin B, niazimicin และ niaziminin A and B

สำหรับตำรับยาแก้ความดันโลหิตสูง ซึ่งต้องกินอย่างต่อเนื่อง เช่น ตำรับที่ 1 นำรากมาต้มกินเป็นซุป ตำรับที่ 2 นำยอดมาต้มกิน ตำรับที่ 3 นำยอดอุ๊ปใส่เนื้อวัวกิน ซึ่งต้องเป็นเนื้อวัวเท่านั้น ตำรับที่ 4 นำรากมะรุมต้มกับรากย่านางกิน ตำรับที่ 5 ใช้ยอดมะรุมสด โดยจะเป็นยอดอ่อนหรือยอดแก่ก็ได้ นำมาโขลกคั้นเอาน้ำ (ถ้าไม่มีน้ำให้เติมน้ำลงไปพอให้เหลวข้น) ผสมน้ำผึ้งพอหวาน กินวันละ ๒ ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว ยานี้จะช่วยลดความดัน เมื่อหยุดกินยาความดันโลหิตก็เพิ่มขึ้นมาอีก จึงต้องกินอย่างต่อเนื่อง โดยกินมะรุมทำเป็นอาหารเท่านั้น

***หมายเหตุ กรณีมะรุม ห้ามกินมะรุมผงแคปซูล (ทั้งใบมะรุม และเม็ดมะรุม) เพื่อลดความดันโลหิต เพราะเป็นอันตรายต่อตับ